Wednesday, October 28, 2020

'จตุพร'จี้'บิ๊กตู่'รับผิดชอบลาออก ปมม็อบเรียกร้องเยอรมนี

 เพจเฟซบุ๊ค​ Peace News ได้โพสต์ข้อความและภาพระบุว่า


เตือนอย่าใส่เสื้อเหลืองปกป้องนักการเมือง

ย้ำนายกฯเสียสละลาออกถอดชนวนวิกฤต


“จตุพร”ประเมินกลุ่มราษฎรมาถึงจุดสูงสุดของการเคลื่อนไหวบนถนนแล้ว ชี้ข้อเรียกร้องต่อสถานทูตเยอรมนีไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพิ่งมีในยุค“ประยุทธ์” บริหาร ปท. ย้ำต้องเสียสละ รับผิดชอบลาออก เตือนอย่าใส่เสื้อเหลืองมาปกป้องนักการเมือง หวั่นเกิดน้ำผึ้งหยดเดียวลามสู่สงครามการเมือง ขอทุกฝ่ายแก้ปัญหาสันติวิธี อย่าทำร้ายราษฎรเหมือนเสื้อแดงถูกกระทำมา


เมื่อ 27 ต.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk โดยกล่าวถีงการเคลื่อนขบวนไปสถานทูตเยอรมนีของกลุ่มราษฎรเมื่อวานนี้ (26 ต.ค.) ถือเป็นปรากฎสูงสุดกับการยื่นข้อเรียกร้อง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงมีรัฐบาลบริหารประเทศไทยตลอด 88 ปีที่ผ่านมา


พร้อมกับกล่าวว่า ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาคือ จะรักษาจุดสูงสุดนี้อย่างไร และจากนี้ไปจะหาประเด็นการต่อสู้ให้สูงกว่านี้จะทำอย่างไร อีกอย่างจะมีสถานการณ์อะไรตามมาอีกหรือไม่ จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง


ส่วนการประชุมรัฐสภาวิสามัญเพื่อทางออกวิกฤตของประเทศนั้น ได้คำตอบชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่มีวันลาออก หรือจะเกิดการยุบสภาเพราะนักการเมืองไม่พร้อม สำหรับการแก้ รธน. มีการรับปากจะทำให้ผ่านวาระ 3 ในเดือนธันวาคม


อย่างไรก็ตาม การดึงชนวนให้ออกจากสถานการณ์วิกฤตขณะนี้ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องแสดงความรับผิดชอบ และอย่ามาตั้งคำถามว่า หากลาออกแล้วจะเอาใคร อย่าไปคิดว่า ถ้าขาด พล.อ.ประยุทธ์ แล้วประเทศนี้จะล่มสลาย เพราะขาด พล.อ.ประยุทธ์ ประเทศไทยก็อยู่ได้เช่นกัน


นายจตุพร เสนอทางออกว่า เมื่อ รธน.ให้วุฒิสมาชิกโหวตเลือกนายกฯได้ และถ้า พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความรับผิดชอบเหนือกว่ากฎหมายแล้ว นั่นเป็นสัญญาประชาคมว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรตัดสินใจเลือกใคร วุฒิสภาก็จะทำตามเจตนารมณ์ของสภาผู้แทนราษฎร เพราะคำถามพวงให้วุฒิสภาโหวตเลือกนายกฯ ได้นั้น เป็นสิ่งไม่เข้าท่าที่สุด หรือเป็นเพียงมีไว้เพื่อเขย่าขวัญทางการเมืองเท่านั้น


“หาก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการแสดงความรับผิดชอบขอลาออก โดยมีคำร้องขอสุดท้ายให้วุฒิสภาที่ตัวเองตั้งมากับมือช่วยทำตามเจตนารมณ์ของสภาผู้แทนราษฎร บ้านเมืองก็ไปได้ ถ้ายุบสภา พล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรตอกย้ำด้วยว่า ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกมา จึงเป็นทางออกของบ้านเมืองได้อีก”


นายจตุพร กังขาว่า ในยุคนี้บริหารบ้านเมืองอย่างไร จึงทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 88 ปีมานั้น มีห้วงเวลาการบริหารบ้านเมืองใด แล้วมีข้อเรียกร้องแบบไปยื่นกับสถานทูตเยอรมนีเช่นเมื่อวานนี้ ดังนั้น เมื่อเกิดขึ้นในสมัยนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสดงความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน


ดังนั้น เมื่อการบริหารรัฐบาลเป็นชนวนปัญหาหนึ่งแล้ว ถ้าถอดสลักได้นายกรัฐมนตรีควรแสดงความรับผิดชอบเสียสละลาออก อีกอย่างการแก้ปัญหาช่วง 7 ปีที่บริหารประเทศมา แสดงให้เห็นว่าคนไทยอยู่ด้วยความยากลำบาก เมื่อเห็นปัญหาแล้ว ต้องแสดงความรับผิดชอบเท่านั้น ซึ่งตนไม่ได้เสนอแบบมีอคติแต่อย่างใด


สิ่งที่เกิดขึ้นจากการมีรัฐบาลมาตลอด 88 ปีมา ยุคนี้นี้เป็นครั้งแรกที่เกิดกรณียื่นข้อเรียกร้องต่อสถานทูตเยอรมนี ดังนั้นสถานการณ์ในวันนี้ ไม่ใช่ต้องมาดึงเหลี่ยมการเมือง แต่ต้องช่วยกันหาทางออก เพราะการเล่นเหลี่ยมโดยคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าแล้ว สุดท้ายส่วนไหนของประเทศไทยที่ได้ผลกระทบ


“คุณเคยแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ เคยแอ่นอกรับแทนหรือไม่ แต่ปล่อยปละละเลยให้สถานการณ์นำมาถึงจุดนี้ จนจะนำไปสู่สงครามการเมือง เกิดบ้านแตกสาแหรกขาด ด้วยเหตุจากน้ำผึ้งหยดเดียวเท่านั้น”


นายจตุพร ย้ำว่า ที่จริงแล้ว สิ่งที่เรียกร้องให้ถอยกันคนละก้าวนั้น ไม่มีการถอยแม้แต่ก้าวเดียว รัฐบาลกลับยังรุกคืบอีก แต่การถอยที่ดีคือ การเสียสละของนายกรัฐมนตรี


“ผมอยากร้องขอว่า การใส่เสื้อเหลือง จะต้องใส่เพื่อปกป้องสถาบันหรือเพื่อความจงรักภักดี ซึ่งเป็นสิทธิ์ แต่อย่าใส่เพื่อปกป้องนักการเมือง เพราะนักการเมืองไม่ใส่เจ้าของคนเสื้อเหลือง ถ้าเสื้อเหลืองถูกนำมาแปดเปื้อนทางการเมืองแล้ว ประสบการณ์ตั้งแต่ 10 ปีมานี้ไม่เห็นหรือว่าเกิดอะไรขึ้น และถ้านักการเมืองเอาเสื้อเหลืองมาแปดเปื้อนเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง”


นายจตุพร ย้ำว่า วันนี้เสื้อเหลืองถูกนำมาสู่ทางการเมือง แล้วคนไทยจะไม่กล้าใส่กันอีก ความจริงแล้วควรเป็นเรื่องสถาบันกษัตริย์ บรรดานักการเมืองทั้งหลายต้องหยุดใช้เสื้อเหลืองมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อประโยชน์ในการปกป้องตนเอง แต่ไม่ได้ปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่เอาสถาบันกษัตริย์มาบังหน้า ซึ่งยิ่งจะเกิดความเสียหายขึ้น


ในสถานการณ์นี้ และการมาถึงจุดสูงสุดในการเคลื่อนไหวนั้น ตนเชื่อว่าหนทางข้างหน้าจะเริ่มถูกบีบให้แคบเข้าทุกขณะ ได้แต่หวังว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นตนได้ประสบเจอกันมา อย่างน้อย 2-3 เหตุการณ์ในชีวิตนี้ เพราะเราก็เป็นคนไทยด้วยกัน อย่าคิดเอาความแตกต่างทางการเมืองมาผลักใสคน


“ถ้าทุกฝ่ายมีเจตนาดีต่อบ้านเมืองแล้ว ต้องเริ่มต้นที่หัวแถวรัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ผมเชื่อว่าที่ร้อนๆจะเย็นลง แม้จะไม่หมดไปโดยปริยาย แต่สองเรื่องคือ นายกฯลาออก และ รธน.ได้รับการแก้ไข จะทำใฟ้หลายเรื่องได้คลีคลายขึ้น”


นายจตุพร เรียกร้องว่า อย่างน้อยหลายเรื่องไม่น่าเกิดขึ้น แต่ต้องทบทวนว่ามาเกิดในสมัยรัฐบาลนี้ได้อย่างไร กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงดิจิทัลน (ดีอีเอส) ต้องทบทวนดูว่า บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ซึ่งมีหลายเรื่องราวเพียงแต่ไม่ยอมรับความเป็นจริงกันเท่านั้น


พร้อมย้ำว่า แนวทางแก้ไขปัญหาชาติต้องแก้ด้วยสันติวิธี ไม่มีแนวทางอื่น เพราะแนวทางอื่นยิ่งทำให้เกิดบาดแผลร้าวลึก และคนอยู่ในสนามการต่อสู้ไม่ว่าใคร ก็ไม่มีใครกลัวใครทั้งสิ้น


ดังนั้น ความตายที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงคือมากที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้บนท้องถนนทางการเมือง ซึ่งตนไม่ต้องการให้ใครมาลบสถิติ เพียงแค่ไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก อีกทั้งจุดสูงสุดทางการเมือง จึงเป็นสิ่งกดดันสูงสุดของคนรับผิดชอบการเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร


PEACE NEWS