การแต่งงานที่แท้จริง ตามความรู้สึกของคาร์เตอร์ยามเมื่อเขาได้สัมผัสกับมันในอายุสี่สิบสอง ช่างมั่นคงและสงบอย่างน่าประหลาด เขาเพลินกับทุกชั่วขณะของพิธีทางศาสนาด้วยซ้ำ จะมียกเว้นก็ตอนเดินคล้องแขนกับจูเลียในโบสถ์ แล้วเหลือบไปเห็นโจเซฟีนนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ป้อยๆ  ที่โจเซฟีนได้มานั่งร่วมพิธีด้วยก็เป็นเพราะรักใหม่แสนเปิดเผยของเขานี่แหละ  เขากับจูเลียไม่มีความลับใดๆ ต่อกัน บ่อยครั้งทั้งสองคุยกันถึงสิบปีอันทุกข์ทรมานที่เขาอยู่กับโจเซฟีน เรื่องอารมณ์หึงเกินเหตุ และอาการโรคจิตประสาทของหล่อนที่จำเพาะต้องเป็นได้ถูกจังหวะทุกครั้ง “เธอแค่รู้สึกไม่มั่นคงเท่านั้นเอง” จูเลียเถียงแทนอย่างเข้าใจ ซ้ำยังเชื่อจริงจังด้วยว่า อีกไม่นานเธอคงจะคบหาเป็นเพื่อนกับโจเซฟีนได้
“ที่รัก ข้อนี้ผมไม่แน่ใจนัก”
“ทำไมละคะ ฉันอดใจไม่ให้ชอบคนที่รักคุณไม่ได้หรอก”
“ความรักแบบโหดร้ายน่ะสิ”
“อาจเป็นได้ค่ะ เพราะเธอรู้ว่ากำลังจะเสียคุณไป แต่ที่รัก อย่าลืมห้วงปีที่มีความสุขสิคะ”
“ก็จริง” แต่เขาอยากลืมให้หมดว่าเคยรักใครก่อนจะมารักจูเลีย
บางครั้งนิสัยใจดีของจูเลียทำให้เขาต้องประหลาดใจ อย่างในวันที่เจ็ดของการฮันนีมูนที่แหลมซูเนียมของกรีซ ทั้งคู่กำลังนั่งดื่มไวน์เรตซินาในภัตตาคารเล็กๆ ริมหาด แล้วบังเอิญเขาหยิบจดหมายของโจเซฟีนออกมาจากกระเป๋า จดหมายมาถึงเมื่อวาน แต่เขาซ่อนไว้ด้วยกลัวว่าจูเลียจะไม่ชอบใจ นิสัยโจเซฟีนไม่ยอมปล่อยให้เขาได้สงบสุขแม้กระทั่งในห้วงเวลาฮันนีมูนอันแสนสั้น ตอนนี้เขาเกลียดแม้กระทั่งลายมือของหล่อน ลายมือสุดเป็นระเบียบ เขียนตัวเล็กจิ๋ว ใช้หมึกสีดำสีเดียวกับผมคนเขียน ผมของจูเลียมีสีอ่อนคล้ายทองคำขาว เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าผมสีดำสวยได้อย่างไรนะ แถมยังร้อนรนอยากอ่านจดหมายของหล่อนที่เขียนด้วยหมึกดำอีกเช่นกัน
“จดหมายใครคะที่รัก ไม่ยักรู้ว่ามีจดหมายมา”
“จากโจเซฟีนจ้ะ เพิ่งมาเมื่อวาน”
“คุณยังไม่ได้เปิดนี่” เธออุทานโดยปราศจากถ้อยคำติเตียน
“ผมไม่อยากนึกถึงหล่อน”
“ที่รัก เธออาจจะล้มป่วยนะคะ”
“โจเซฟีนไม่มีทางล้มป่วยหรอก”
“หรืออาจจะกำลังลำบาก”
“งานออกแบบแฟชั่นของหล่อนทำเงินได้มากกว่าค่าเรื่องผมอีก”
“ที่รัก อย่าใจร้ายนักเลยค่ะ เราต้องใจดีกับคนอื่นสิ เราออกจะมีความสุขกันขนาดนี้”
เขาจำต้องเปิดจดหมายออกอ่าน เนื้อความเต็มไปด้วยความรู้สึกรักใคร่ ไร้สำเนียงตัดพ้อต่อว่า เขาอ่านมันด้วยความรู้สึกรังเกียจ

 ฟิลิปที่รัก ฉันไม่อยากไปเป็นหัวกะโหลกตั้งขู่ในงานเลี้ยง จึงไม่มีโอกาสกล่าวลาและอวยพรให้คุณทั้งสองมีความสุขมากเท่าที่จะมากได้ ฉันคิดว่าจูเลียสวยมากจริงๆ และดูอ่อนเยาว์เป็นที่สุด คุณต้องดูแลเธอให้ดีนะ ฉันรู้ดีเชียวล่ะ ฟิลิปที่รัก ว่าคุณจะดูแลเธอได้อย่างยอดเยี่ยมเพียงไร เมื่อได้เห็นจูเลีย ฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคุณมัวทำอะไรอยู่ตั้งนานกว่าจะตัดสินใจเลิกกับฉัน ฟิลิปคุณนี่โง่จัง ไม่รู้หรือว่ายิ่งเร็วก็ยิ่งเจ็บปวดน้อย
คุณคงไม่สนใจหรอกว่าตอนนี้ฉันทำอะไรบ้าง แต่ฉันจะเล่าให้คุณฟัง เผื่อคุณจะกังวลเรื่องฉันอยู่บ้างนิดหน่อย รู้ๆ กันอยู่ว่าคุณเป็นโรคขี้กังวล ตอนนี้ฉันกำลังคร่ำเคร่งออกแบบแฟชั่นทั้งชุดให้…ทายสิคะ โว้กฝรั่งเศส เขาจ่ายเป็นเงินฟรังก์ให้ฉันมหาศาลเชียวล่ะ ฉันเลยไม่มีเวลามานั่งเศร้า คุณคงไม่ว่าอะไรนะคะ ฉันกลับไปอพาร์ตเมนต์ ‘ของเรา’ (แหม มันติดปาก) ครั้งหนึ่ง เพราะทำรูปสเก็ตช์สำคัญหาย ไปเจอมันอยู่ในลิ้นชักรวมของเราแน่ะ จำได้ไหม ‘ธนาคารไอเดีย’ไง  ฉันนึกว่าเก็บของตัวเองมาหมดแล้ว ปรากฏว่ามันแทรกอยู่ในต้นฉบับเรื่องที่คุณเริ่มเขียนตอนฤดูร้อนราวสรวงสวรรค์ที่นาปูลแล้วก็เขียนไม่จบ นี่ฉันเผลอนอกเรื่องอีกแล้วสิ ฉันแค่อยากบอกว่า พวกคุณทั้งสองคุณมีความสุขให้มากๆ นะคะ ด้วยรัก…โจเซฟีน

     คาร์เตอร์ส่งจดหมายให้จูเลีย “ยังดีที่ไม่แย่กว่านี้”
“เธออยากให้ฉันอ่านหรือคะ”
“เขียนถึงเราทั้งสองคนจ้ะ” อีกครั้งหนึ่งที่เขาคิดว่า ช่างดีเหลือเกินที่ทั้งสองไม่มีความลับต่อกัน ในอดีตคาร์เตอร์เคยมีความลับมากมาย เพราะกลัวว่าบอกไปแล้วจะถูกเข้าใจผิด กลัวโจเซฟีนจะอาละวาดหรือเล่นบทเงียบใส่เขา ตอนนี้เขาไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใดทั้งสิ้น เขาบอกจูเลียได้แม้กระทั่งความผิดที่เก็บงำไว้ ด้วยรู้ว่าหญิงสาวเห็นอกเห็นใจและเข้าใจเขาอย่างดีที่สุด เขาพูดว่า “ผมโง่เองที่ไม่เอาให้คุณดูเมื่อวาน ผมจะไม่มีวันทำแบบนี้อีก” แล้วพยายามนึกถึงบทกวีวรรคหนึ่งของสเปนเซอร์…‘ท่าเรือหลังทะเลคลั่ง’
จูเลียพูดขึ้นเมื่ออ่านจดหมายจบ “ฉันคิดว่าโจเซฟีนเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งจังเลย เธอเขียนจดหมายได้น่ารักมากๆ คุณก็รู้นี่คะว่าฉันกังวลเรื่องเธออยู่บ้าง แค่บางครั้งน่ะ ถ้าฉันอยู่กับคุณมาเป็นสิบปี ฉันก็คงไม่อยากเสียคุณไปเหมือนกัน”
ระหว่างนั่งแท็กซี่กลับไปเอเธนส์ จูเลียพูดว่า “ตอนมาเที่ยวนาปูลคุณมีความสุขไหมคะ”
“ก็คงสุขมั้ง ผมจำไม่ได้แล้วล่ะ มันไม่เหมือนแบบนี้”
สัมผัสพิเศษของคู่รักทำให้เขารู้สึกว่าเธอขยับตัวห่างเขา แม้ว่าบ่าจะยังชิดติดกัน ดวงตะวันสาดแสงจ้าลงบนเส้นทางจากซูเนียม การนอนกลางวันอันง่วงงุนอ่อนหวานท่ามกลางแดดอุ่นรอคอยอยู่เบื้องหน้า แต่ถึงกระนั้น… “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะที่รัก” เขาถามเธอ
“ไม่มีอะไรค่ะ…ฉันแค่…คุณคิดไหมว่าสักวันหนึ่งคุณจะพูดถึงเอเธนส์แบบเดียวกับที่พูดถึงนาปูล … ‘ผมจำไม่ได้แล้ว มันไม่เหมือนแบบนี้’ ”
“คิดอะไรเหลวไหลจริง” เขาว่าพลางจูบเธอ หลังจากนั้นทั้งสองกระเซ้าเย้าแหย่กันพักใหญ่ จนกระทั่งรถเข้าสู่ถนนในตัวเมือง จูเลียถึงค่อยนั่งตัวตรงและหวีผม “คุณไม่ใช่คนเย็นชาใช่ไหมคะ” เธอถาม เขาจึงรู้ว่าทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว เพราะโจเซฟีนแท้ๆ ถึงได้เกิดระยะห่างขึ้นชั่วขณะระหว่างเขากับจูเลีย
เมื่อทั้งสองลุกจากเตียงเพื่อรับประทานมื้อค่ำ จูเลียพูดว่า “เราต้องตอบจดหมายโจเซฟีนค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก”
“ที่รัก ฉันรู้ว่าว่าคุณรู้สึกยังไง แต่จดหมายของเธอน่ารักจริงๆ”
“งั้นแค่โปสการ์ดก็พอ”
ทั้งสองเห็นพ้องกันตามนั้น
จู่ ๆ เมื่อกลับไปถึงลอนดอนทั้งคู่ก็ได้พบกับฤดูใบไม้ร่วง  อาจจะเป็นฤดูหนาวด้วยซ้ำ เพราะฝนที่ตกลงมาที่สนามบินมีน้ำแข็งปนอยู่ด้วย ทั้งสองเกือบลืมไปแล้วว่าในบ้านเมืองตนไฟฟ้าสว่างไสวแต่วัน ขณะขับรถผ่านป้ายโฆษณาเครื่องโกนหนวดยิลเล็ตต์ เครื่องดื่มชูกำลังลูโคเซด และมันฝรั่งทอดสมิธส์ คริสป์ ไร้ภาพวิหารพาเธนอนในสายตา โปสเตอร์ของสายการบิน บทอ.  ดูเศร้าสร้อยยิ่งกว่าเคย ‘บทอ. นำคุณสู่จุดหมาย และส่งคุณถึงบ้าน’
“เดี๋ยวพอถึงบ้าน ก่อนอื่นจะต้องรีบจุดเตาไฟฟ้า” คาร์เตอร์เอ่ยขึ้น “เดี๋ยวเดียวก็อุ่นแล้ว” ทว่าเมื่อเปิดประตูอพาร์ตเมนต์ ทั้งสองกลับพบว่าเตาไฟฟ้ากำลังลุกโชติช่วง แสงสุกปลั่งน้อยๆ เอ่ยทักทายพวกเขาจากด้านในห้องนั่งเล่นและห้องนอนท่ามกลางแสงยามพลบค่ำ
“สงสัยนางฟ้ามาจุดไฟไว้รอเรานะคะ” จูเลียเอ่ย
“ไม่ใช่นางฟ้าแน่นอน” คาร์เตอร์ว่า เขาแลเห็นแล้วว่ามีซองจดหมายวางอยู่บนหิ้งบนเตาผิง จ่าหน้าถึง ‘คุณนายคาร์เตอร์’

จูเลียจ๊ะ ฉันขอเรียกเธอว่าจูเลียนะ ฉันรู้สึกว่าเรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่างทีเดียว ถึงได้รักผู้ชายคนเดียวกันได้ วันนี้อากาศหนาวจัดจริงๆ ฉันอดคิดไม่ได้ว่าพวกเธอเพิ่งกลับมาจากแสงอาทิตย์และอากาศอบอุ่นแท้ๆ แต่ต้องมาเจอแฟลตที่เย็นยะเยือก (ฉันรู้จ้ะว่าแฟลตนั่นเย็นเฉียบขนาดไหน ทุกปีตอนเรากลับจากทางใต้ของฝรั่งเศส ฉันต้องเป็นหวัดทุกครั้งไป) ฉันเลยถือวิสาสะ เข้าไปจุดเตาผิงให้ และวางกุญแจชุดของฉันไว้ใต้พรมหน้าประตูแล้ว เพื่อยืนยันว่าฉันจะไม่มีวันทำแบบนี้อีก และเผื่อไว้ด้วยว่าเครื่องบินที่พวกเธอมาล่าช้าอยู่ที่โรมหรือที่อื่น ถึงจะมีโอกาสน้อยนิด ฉันจะโทรศัพท์ไปถามที่สนามบิน ถ้าเกิดพวกเธอยังมาไม่ถึงจริงๆ ฉันก็จะกลับไปดับไฟให้เพื่อความปลอดภัย (เพื่อความประหยัดด้วย ค่าไฟแพงเหลือใจ) ขอให้เธอได้พบกับค่ำคืนอันอบอุ่นในบ้านหลังใหม่จ้ะ ด้วยรัก จากโจเซฟีน
ป.ล. ฉันเห็นว่ากาแฟในโถหมดพอดี เลยวางกาแฟบลูเมาน์เทนไว้ในครัวกล่องหนึ่ง ฟิลิปชอบดื่มแต่ยี่ห้อนี้จ้ะ

“เชื่อแล้วค่ะ” จูเลียพูดกลั้วหัวเราะ “เธอไม่เคยลืมแม้แต่อย่างเดียว”
“หล่อนน่าจะเลิกยุ่งกับเราได้แล้ว” คาร์เตอร์พูด
“ไม่งั้นเราก็ไม่ได้อุ่นสบายแบบนี้สิคะ แถมจะไม่มีกาแฟดื่มมื้อเช้าด้วย”
“ผมรู้สึกว่าหล่อนคอยแอบซุ่มอยู่ในบ้าน หล่อนอาจจะเดินมาเมื่อไหร่ก็ได้ อาจจะตอนที่ผมกำลังจูบคุณ” เขาจูบจูเลียโดยหางตาข้างหนึ่งเหลือบมองไปทางประตู
“ยุติธรรมหน่อยสิคะ ที่รัก เธอก็วางกุญแจไว้ใต้พรมแล้ว”
“หล่อนอาจจะไปปั๊มกุญแจไว้อีกชุดก็ได้”
เธอปิดปากเขาด้วยจูบ
“คุณเคยสังเกตไหมว่า เวลานั่งเครื่องบินสักสองสามชั่วโมง คุณจะรู้สึกมีอารมณ์ขึ้นมา” คาร์เตอร์ถาม
“เคยสิคะ”
“ผมว่าคงเป็นเพราะเครื่องบินมันสั่น”
“ที่รัก เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ”
“ผมขอไปดูใต้พรมให้แน่ใจก่อนว่าหล่อนไม่ได้โกหก”
เขามีความสุขล้นเหลือกับการแต่งงาน จนอดนึกตำหนิตัวเองไม่ได้ว่าน่าจะแต่งเสียตั้งนานแล้ว แต่เขาลืมไปว่า ถ้าแต่งตอนนั้นเขาคงแต่งกับโจเซฟีน จูเลียไม่ได้ทำงาน เธอจึงมีเวลาให้เขาอย่างเหลือเฟือ ซึ่งแทบจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเขา ไม่มีแม่บ้านผู้เข้มงวดมาขัดขวางความสัมพันธ์ และด้วยความที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะในงานเลี้ยงค็อกเทล ในภัตตาคาร ในงานเลี้ยงดินเนอร์เล็กๆ ดังนั้นแค่สบตากันก็รู้ใจ…ไม่ช้าก็เป็นที่รู้กันทั่วว่าจูเลียมีสุขภาพอ่อนแอและอ่อนเพลียง่าย บ่อยครั้งทั้งคู่ออกจากงานเลี้ยงค็อกเทลหลังจากไปถึงได้เพียงสิบห้านาที หรือออกจากโต๊ะอาหารค่ำทันทีหลังดื่มกาแฟเสร็จ “ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ ไอ้โรคปวดหัวมันร้ายนัก ฉันนี่ไม่ได้เรื่องเลย ฟิลิป คุณอยู่ต่อเถอะค่ะ…”
“ผมจะกลับพร้อมคุณ”
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทั้งสองเกือบโดนจับได้ แต่รอดตัวชนิดหวุดหวิด เพราะไปยืนหัวเราะท้องคัดท้องแข็งกันตรงบันได แล้วเจ้าภาพงานเลี้ยงเดินตามออกมาเพื่อจะฝากจดหมายไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ แต่จูเลียเปลี่ยนจากหัวเราะเป็นไอคร่อกๆ ได้แบบฉิวเฉียด…หลายอาทิตย์ผ่านไป ช่างเป็นการแต่งงานที่สำเร็จอย่างแท้จริง…ทั้งคู่ชอบคุยกันถึงความสำเร็จนี้เป็นครั้งคราว โดยต่างฝ่ายต่างยกให้เป็นความดีของอีกฝ่าย “บางครั้งฉันก็คิดนะว่า คุณอาจจะแต่งงานกับโจเซฟีน” จูเลียพูด “ทำไมคุณถึงไม่แต่งงานกับโจเซฟีนคะ”
“คงเป็นเพราะลึกๆ เราต่างรู้ว่า ความสัมพันธ์ของเราจะไม่ยั่งยืน”
“แล้วเราสองคนจะยั่งยืนไหมคะ”
“ถ้าเราสองคนไม่ยั่งยืน โลกนี้ก็คงไม่มีอะไรยั่งยืนแล้วล่ะ”
ระเบิดเวลาตูมขึ้นในต้นเดือนพฤศจิกายน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตามแผนแล้วมันควรจะระเบิดขึ้นเร็วกว่านั้น แต่โจเซฟีนลืมนึกไปว่าคาร์เตอร์เปลี่ยนนิสัยชั่วคราว  นานหลายสัปดาห์กว่าเขาจะมีโอกาสเปิดดูลิ้นชักที่เขากับโจเซฟีนในสมัยรักกันจ๋าเคยตั้งชื่อว่า ‘ธนาคารไอเดีย’ คาร์เตอร์เคยใช้เป็นที่เก็บกระดาษโน้ตเขียนเรื่องราว บทสนทนาที่ได้ยินมา หรืออะไรทำนองนั้น ส่วนโจเซฟีนใช้เป็นที่เก็บไอเดียคร่าวๆ ของงานโฆษณาแฟชั่น
ทันทีที่เปิดลิ้นชักเขาก็เห็นจดหมายของหล่อน หน้าซองเขียนไว้ว่า ‘ลับสุดยอด’ อักษรตัวหนา หมึกสีดำ พร้อมเครื่องหมายตกใจแบบพิลึก วาดเป็นรูปเด็กสาวตาโปน (โจเซฟีนเป็นโรคคอพอกตาโปน) ออกจากปากขวดคล้ายยักษ์จีนี่ออกจากตะเกียงวิเศษ เขาอ่านจดหมายด้วยความรู้สึกขยะแขยงเต็มกลืน

ที่รัก คงคิดไม่ถึงสินะว่าจะเจอฉันที่นี่ หลังจากสิบปีที่อยู่ด้วยกันมา ฉันอดใจไม่ได้หรอกค่ะ ขอแค่ได้บอกราตรีสวัสดิ์ อรุณสวัสดิ์ ทักทายกับคุณบ้างนานๆ ครั้งก็ยังดี ขอให้มีความสุขนะคะ รักมาก (จากหัวใจอันจริงแท้) โจเซฟีนของคุณ

     คำขู่ที่ว่า ‘นานๆ ครั้งก็ยังดี’ บอกเจตนาชัดแจ้งที่สุด เขาปิดลิ้นชักโครมและสบถดังจนจูเลียต้องชะโงกดู “มีอะไรคะ”
“โจเซฟีนอีกแล้ว”
เธออ่านจดหมายแล้วพูด “รู้ไหมคะ ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอดีเชียวล่ะ โจเซฟีนผู้น่าสงสาร  นั่นคุณจะฉีกจดหมายทิ้งหรือคะ”
“คุณจะให้ผมทำยังไง เก็บไว้รวมพิมพ์เป็นหนังสือเรอะ”
“จะไม่ใจดำไปหน่อยหรือคะ”
“ผมน่ะหรือใจดำ จูเลีย คุณไม่รู้หรอกว่าช่วงปีหลังๆ ที่อยู่กับหล่อนผมเป็นยังไงบ้าง ผมให้คุณดูแผลเป็นเอาไหม เวลาคลั่งขึ้นมา หล่อนจี้บุหรี่ไม่เลือกที่เลยล่ะ”
“เธอรู้สึกว่ากำลังจะเสียคุณไปไงคะ ที่รัก ก็เลยหมดอาลัยตายอยาก ความจริงแผลเป็นทั้งหมดนี้เป็นความผิดของฉันแท้ๆ”
เขามองเห็นแววขำระคนสงสัยในดวงตาคู่นั้น ซึ่งนำไปสู่สิ่งเดียวกันทุกครั้ง
เพียงสองวันต่อมาระเบิดเวลาลูกต่อไปก็ระเบิดขึ้น เมื่อทั้งสองตื่นนอน จูเลียพูดว่า “ต้องกลับฟูกที่นอนเสียที ฉันรู้สึกเหมือนเรานอนอยู่ในหลุม”
“ผมไม่ยักสังเกต”
“คนกลับฟูกทุกสัปดาห์ก็มีถมไปค่ะ”
“คงจะจริง โจเซฟีนไม่เคยลืมสักครั้ง”
ทั้งสองช่วยกันเก็บทุกอย่างบนที่นอนออกแล้วม้วนฟูกขึ้น บนสปริงมีจดหมายฉบับหนึ่งจ่าหน้าถึงจูเลีย คาร์เตอร์เป็นคนเห็นก่อนและพยายามปัดมันไปอีกทาง ทว่าจูเลียทันเห็นเสียก่อน
“อะไรคะ”
“ก็โจเซฟีนน่ะสิ จะอะไรเสียอีก อีกหน่อยเราคงมีจดหมายล้นจนเกินเล่ม ต้องเอาไปให้บรรณาธิการที่เยลตรวจแก้ให้เรียบร้อยก่อนตีพิมพ์ เหมือนจดหมายของจอร์จ อีเลียต”
“ที่รัก จดหมายนี่จ่าหน้าถึงฉันนะคะ คุณคิดจะเอาไปไหนกัน”
“เอาไปทำลายไม่ให้คุณรู้”
“ไหนว่าเราจะไม่มีความลับกันไง”
“ผมไม่คิดว่าเราจะมีโจเซฟีน”
เป็นครั้งแรกที่จูเลียลังเลก่อนจะเปิดอ่าน “การเอาจดหมายมาวางใต้ที่นอนนี่ออกจะพิลึกนะคะ คุณคิดว่ามันบังเอิญตกลงมาหรือเปล่า”
“ผมคิดว่าคงยาก”
เธออ่านจดหมายแล้วส่งต่อให้เขา พลางพูดอย่างโล่งอก “เธออธิบายเหตุผลไว้ค่ะ ความจริงแล้วเป็นเรื่องธรรมดามาก”

จูเลียจ๊ะ ฉันหวังเหลือเกินว่าเธอคงจะนอนอาบแดดของกรีกอย่างแท้จริง อย่าบอกฟิลิปนะ (อ้อ ไม่ได้สิ ตอนนี้พวกเธอคงยังไม่มีความลับต่อกัน) ฉันไม่เคยชอบภาคใต้ของฝรั่งเศสสักนิด ไปก็เจอแต่ลมแห้งๆจนผิวแห้งแตกหมด ฉันดีใจที่เธอไม่ต้องไปทนทรมานอยู่ที่นั่น เราวางแผนกันตั้งนานแล้วว่าถ้ามีเงินพอเมื่อไหร่ก็จะไปกรีซกัน ดังนั้นฉันรู้ว่าฟิลิปคงมีความสุขมากๆ ที่นั่น วันนี้ฉันเข้ามาหาภาพสเก็ตช์แบบ แล้วนึกออกว่าฟูกที่นอนไม่ได้กลับมาครึ่งเดือนแล้ว คืออย่างนี้ ช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ที่อยู่ด้วยกัน เรามัวแต่คิดเรื่องอื่น แต่ถึงยังไง ฉันก็ทนนึกภาพพวกเธอกลับมาจากกรีซแล้วเจอที่นอนตะปุ่มตะป่ำไม่ได้หรอก ฉันเลยกลับที่นอนไว้ให้ และขอแนะนำให้เธอกลับด้านทุกสัปดาห์นะจ๊ะ ไม่งั้นมันจะเป็นหลุมตรงกลาง อ้อ ฉันติดม่านฤดูหนาวให้แล้ว และส่งม่านฤดูร้อนไปให้ร้านซักผ้าม่าน เลขที่ 153 ถนนบรอมป์ตัน ด้วยรัก จากโจเซฟีน

      “ถ้าคุณยังจำได้นะ หล่อนเขียนถึงผมว่านาปูลเหมือนสรวงสวรรค์” เขาพูด “บรรณาธิการที่เยลคงต้องตรวจสอบจุดนี้หน่อยล่ะ”
“คุณออกจะเลือดเย็นไปนิดนะคะ” จูเลียว่า “ที่รัก เธอแค่อยากจะช่วยเราเท่านั้นเอง ความจริงฉันไม่รู้ว่าเลยว่าต้องทำอะไรกับที่นอนและม่าน”
“งั้นคุณคงจะตอบจดหมายหล่อนอย่างยาวยืดสนิทสนม คุยกันกระหนุงกระหนิงเรื่องงานบ้านสินะ”
“เธอรอจดหมายตอบมาตั้งหลายสัปดาห์นะคะ จดหมายนี่เก่าแก่ตั้งชาติหนึ่งแล้ว”
“และผมสงสัยว่ามีจดหมายเก่าแก่อีกกี่ฉบับที่ยังไม่โผล่ พระเจ้า ผมต้องค้นแฟลตทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่ห้องใต้หลังคายันห้องชั้นใต้ดินแล้วละ”
“เราไม่มีทั้งสองห้องที่คุณว่าสักหน่อย”
“คุณรู้ดีนะว่าผมหมายความว่ายังไง”
“ฉันรู้แค่ว่าคุณแตกตื่นเรื่องไม่เข้าเรื่อง ทำราวกับคุณกลัวโจเซฟีนเอาจริงๆ จังๆ”
“ปัดโธ่โว้ย”
จูเลียผลุนผลันออกไปจากห้อง ส่วนเขาพยายามจะทำงาน บ่ายวันนั้นมีประทัดลูกเล็กระเบิดขึ้นอีก แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ยิ่งทำให้คาร์เตอร์โมโหหนัก เขาค้นหาหมายเลขโทรศัพท์สำหรับโทรเลขต่างประเทศ และพบรายการหมายเลขโทรศัพท์ที่เขาต้องใช้บ่อยเรียงตามลำดับตัวอักษรครบถ้วน พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดของโจเซฟีนซึ่งอักษรโอไม่ชัด สอดอยู่ในสมุดรายนามโทรศัพท์เล่มหนึ่ง ชื่อจอห์น ฮิวส์ เพื่อนเก่าแก่ที่สุดของเขา มาตามหลังห้างแฮร์รอดส์ คิวรถแท็กซี่ใกล้สุด ร้านขายยา ร้านขายเนื้อ ธนาคาร ร้านซักแห้ง แผงขายผักผลไม้ ร้านขายปลา สำนักพิมพ์กับตัวแทนงานเขียน อลิซาเบท อาร์เดน และชื่อช่างตัดผมในย่านนั้นซึ่งมีวงเล็บอยู่ข้างหลัง (‘สำหรับ จ. โปรดสังเกต เชื่อถือได้และไม่แพงเลย’) เป็นครั้งแรกที่เขาสังเกตว่า หญิงทั้งสองชื่อย่อว่า จ. เหมือนกัน
จูเลียเห็นว่าเขาเจอรายการหมายเลขโทรศัพท์ จึงพูดขึ้น “นางฟ้าตัวจริงเลยนะนี่ เดี๋ยวเอาติดไว้ที่ผนังบนโทรศัพท์นะคะ รายการนี่สมบูรณ์แบบสุดยอดมาก”
“ดูจากที่หล่อนประชดประชันในจดหมายฉบับก่อน ผมนึกว่าจะมีชื่อร้านคาร์เทียร์อยู่ด้วยเสียอีก”
“ที่รักคะ ไม่ได้ประชดสักหน่อย แค่พูดถึงธรรมดา ถ้าฉันไม่ได้พอมีเงินอยู่บ้าง เราคงต้องไปเที่ยวภาคใต้ของฝรั่งเศสเหมือนกัน”
“คุณคงคิดว่าผมแต่งงานกับคุณเพื่อจะได้ไปกรีซ”
“อย่าระแวงนักเลยน่า คุณแค่ไม่มองโจเซฟีนให้ถึงเนื้อแท้ คุณบิดน้ำใจของเธอไปในทางร้ายหมด”
“น้ำใจเรอะ”
“ฉันเดาว่า คงเป็นความรู้สึกผิดน่ะค่ะ”
หลังจากนั้นมาเขาเริ่มต้นค้นหาอย่างจริงจัง ดูในกล่องบุหรี่ ตามลิ้นชัก ตู้เอกสาร กระเป๋าทุกกระเป๋าของเสื้อสูทที่ทิ้งไว้ หลังตู้วางโทรทัศน์ ยกฝาถังเก็บน้ำในห้องน้ำขึ้นดู แม้กระทั่งเปลี่ยนกระดาษชำระม้วนใหม่ (มันเร็วกว่าดึงกระดาษออกมาดูทั้งม้วน) จูเลียเดินมามองตอนเขาอยู่ในห้องน้ำโดยไม่มีความรู้สึกเห็นใจดังแต่ก่อน เขาลองดูที่ราวแขวนผ้าม่านด้วย (ใครจะรู้ อาจมีอะไรสักอย่างที่ทั้งคู่จะเจอเอาตอนส่งผ้าม่านซักครั้งต่อไป) เขาเอาเสื้อใส่แล้วของทั้งคู่ออกมา เผื่อจะมีอะไรหลงหูหลงตาอยู่ก้นตะกร้า ก้มลงคลานสี่ตีนในครัวเพื่อดูใต้เตาแก๊ส  และร้องอุทานอย่างตื่นเต้นในชัยชนะเมื่อพบกระดาษแผ่นหนึ่งพันอยู่รอบท่อ แต่ไม่มีอะไรเลย แค่กระดาษที่ช่างประปาทิ้งไว้  ตกตอนบ่ายไปรษณีย์มาถึงพร้อมเสียงเขย่าตู้จดหมายแกรกกราก จูเลียร้องเรียกเขาจากห้องโถง “อ๋อ ดีนี่คะ ไม่เห็นบอกฉันสักคำว่าคุณรับ โว้ก ฝรั่งเศสด้วย”
“ผมไม่ได้รับ”
“โทษทีค่ะ แล้วก็มีอันนี้ ท่าทางเหมือนซองการ์ดคริสมาสต์ คุณโจเซฟีน เฮคสตอลล์-โจนส์บอกรับนิตยสารให้เรา เธอน่ารักจริงๆ นะคะ”
“ก็หล่อนขายแบบเสื้อให้ โว้ก ไปชุดหนึ่งนี่ ผมไม่ดูให้เสียสายตาแน่”
“ที่รัก ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้ คุณอยากให้โจเซฟีนเลิกอ่านหนังสือคุณหรือคะ”
“ผมแค่อยากอยู่กับคุณตามลำพัง สักสามสี่สัปดาห์เท่านั้น ผมขอแค่นี้เอง”
“คุณชักจะมีอีโก้แล้วล่ะ ที่รัก”
เย็นวันนั้นเขารู้สึกเหนื่อยและไม่อยากพูดคุย  ขณะเดียวกันก็โล่งใจ เพราะได้ตรวจค้นอย่างละเอียดลออแล้ว ตอนมื้อค่ำเขาก็นึกถึงของขวัญแต่งงานที่ยังอยู่ในลังเนื่องจากไม่มีที่วาง ระหว่างที่ยังกินไม่เสร็จ เขายืนกรานขอไปตรวจดูว่าลังยังมีสกรูปิดสนิทอยู่ เขารู้ดีว่าโจเซฟีนไม่มีวันจะใช้ไขควงไขสกรู เพราะหล่อนกลัวนิ้วเจ็บ แถมยังกลัวค้อนด้วย ในที่สุด ค่ำคืนตามลำพังอันสงบสุขก็ทอดลงมาหาคู่สามีภรรยา ความราบรื่นชื่นใจที่ต่างรู้ดีว่า อาจแปรเปลี่ยนได้เพียงแค่คนใดคนหนึ่งเอื้อมมือมาจับเนื้อตัว คู่รักย่อมไม่อาจรั้งรอ ทว่าคู่สามีภรรยาย่อมรอได้ ‘คืนนี้ช่างสงบสุขคล้ายยามแก่เฒ่า’ เขาเอื้อนบทกวีออกมา
“ของใครคะ”
“บราวนิง”
“ไม่เห็นรู้จักเลย อ่านให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ”
คาร์เตอร์หลงใหลการเอื้อนอ่านบทกวีของบราวนิง เขามีเสียงเพราะเหมาะแก่การอ่านบทกวี นี่เป็นความหลงตัวเองเล็กๆ ที่ไม่เป็นพิษภัยอย่างหนึ่ง “คุณชอบจริงๆ หรือ”
“ชอบสิคะ”
“ผมเคยอ่านให้โจเซฟีนฟังนะ” เขาเตือนเธอ
“ฉันไม่สนสักหน่อย ช่วยไม่ได้นี่นา ต้องมีอะไรที่ทำซ้ำกันบ้างสิ จริงไหมคะที่รัก”
“แต่มีอยู่บทหนึ่งผมไม่เคยอ่านให้โจเซฟีนฟัง แม้กระทั่งสมัยที่หลงรักหล่อน เพราะความหมายมันไม่เหมาะ ผมกับหล่อนไม่…ยั่งยืน” เขาเริ่มต้นอ่าน
ฉันรู้ดียิ่งว่าฉันตั้งใจจะทำสิ่งใด
เมื่อเย็นย่ำมืดครึ้มยาวนานของฤดูใบไม้ร่วงมาถึง…
เขาหวั่นไหวซาบซึ้งไปกับการอ่านของตัวเอง ไม่เคยมีชั่วขณะใดที่เขาจะรักจูเลียยิ่งไปกว่าขณะนี้ เธอคือบ้าน สิ่งอื่นใดนอกเหนือจากนี้เป็นแต่เพียงรถบ้าน

…ฉันจะเอ่ยคำพูดตอนนี้
จะไม่เฝ้าดูเธอยามเธอนั่ง
อ่านหนังสือข้างเตาผิง หน้าผากกว้างของเธอ
และมือเล็ก ๆ ราวกับมือภูตวางรองรับ
อย่างเงียบงัน…หัวใจฉันรู้ว่าจะทำอย่างไร

     เขานึกอยากให้จูเลียเคยอ่านกวีบทนี้มาก่อน แต่ก็นั่นแหละ ถ้าเคยอ่านมาแล้ว เธอคงไม่ตั้งอกตั้งใจฟังเขาด้วยอาการน่าเอ็นดูเช่นนี้

…หากสองชีวิตรวมเป็นหนึ่ง มักจะมีร่องรอย
สองชีวิตคือหนึ่งและหนึ่ง กับเงาของคนที่สาม
หนึ่งชิดหนึ่งนั้นไกลเกินรอคอย

เขาพลิกหน้าหนังสือ และพบกระดาษแผ่นหนึ่ง (หากโจเซฟีนใส่ซองไว้ เขาคงเจอมันตั้งแต่ก่อนเปิดอ่าน) มีลายมือบรรจงเขียนด้วยหมึกดำ

ฟิลิปยอดรัก ฉันแค่อยากจะกล่าวราตรีสวัสดิ์ในหน้าหนังสือเล่มโปรดของคุณ… และของฉัน เราโชคดีแล้วค่ะที่ได้จบกันดังเช่นที่เราจบกัน แต่ด้วยความทรงจำระหว่างเรา เราจะเชื่อมต่อถึงกันได้ตลอดไป ด้วยรัก…จากโจเซฟีน

คาร์เตอร์เหวี่ยงหนังสือและกระดาษแผ่นนั้นลงกับพื้น ร้องว่า “นังสารเลว นังสารเลวร้ายกาจ”
“ฉันไม่ยอมให้คุณพูดถึงเธอแบบนั้นนะ” เสียงจูเลียขึ้นเสียงแข็งอย่างคาดไม่ถึง เธอหยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน
“ร้ายกาจตรงไหนกัน” เธอถามเขา “คุณมีความทรงจำบ้างไหม  ต่อไปความทรงจำของเราจะเป็นยังไง”
“แต่คุณไม่เห็นเล่ห์เหลี่ยมของหล่อนรึไง คุณไม่เข้าใจหรือ ปัญญาอ่อนหรือเปล่าจูเลีย”
คืนนั้นทั้งสองนอนกันคนละฟากเตียง แม้กระทั่งเท้าก็ไม่แตะสัมผัส เป็นคืนแรกนับจากกลับมาบ้านที่ทั้งคู่ไม่ได้ร่วมรักกัน และต่างฝ่ายต่างนอนไม่ค่อยหลับ เช้าวันรุ่งขึ้น คาร์เตอร์พบจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ในที่เห็นชัดที่สุด แต่เขากลับไม่ทันเห็น เพราะมันแทรกอยู่ในกระดาษฟุลสแก๊ปไม่เว้นบรรทัดปึกใหม่ซึ่งเขาใช้เขียนหนังสือเป็นประจำ เนื้อความจดหมายเริ่มว่า ‘ที่รัก ฉันมั่นใจว่าคุณคงไม่ว่าที่ฉันเรียกคุณด้วยคำเก่าของเรา…’

น. บุญพิราม แปล
รัชยา เรืองศรี บรรณาธิการต้นฉบับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *