บ่ายเริ่มแก่ แต่แดดยังแรงพอแผดเผาใบหน้าให้เกรียมกร้าน
ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์นัก วัฒน์ ยืนหลบเลี่ยงผู้คน ปล่อยรถที่ต้องการ
จะขึ้นให้ผ่านไปก่อน ด้วยบุหรี่ที่สูบอยู่ยังไม่ยอมหมดมวน
ควันสีเทาเลื่อนลอยเคว้งคว้าง และสลายไปพร้อมกับความคิดของคนที่ใช้
ถุงลมปอดกลั่นกรองมันออกมา

วัฒน์ เป็นคนรุ่นหนุ่มพื้นการศึกษาดี เคยใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางทั่วไป
แต่สองปีมาแล้วที่เขาไม่มีงานทำ … ไม่มีงาน ไม่เงิน
…ไม่มีเงิน ชีวิตชนชั้นกลางก็เป็นอันจบสิ้นลง
ค่าใช้จ่ายที่ประคองอยู่ได้ เป็นน้ำพักน้ำแรงของภรรยา ที่รับจ้างแปล
เอกสาร และงานพิมพ์เล็กๆน้อยๆ
การค่อยๆปรับรูปแบบการใช้ชีวิต หลังจากขาดรายได้ที่งดงาม
หมายถึงหนี้สินที่พอกพูน ความอึดอัดคับแค้นใจ และการมีปากมีเสียงกัน
บ้างด้วยเรื่องไร้สาระในครอบครัว
ความจริง วัฒน์ก็เหมือนกับเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหลายคน
ที่ถูกพิษเศรษฐกิจแผ่ซ่านเข้าเส้นเลือดมุ่งสู่หัวใจ แม้ไม่ตายในทันที
พิษนั้นก็อาจแทรกซึมเข้าเนื้อในกระดูก มันเจ็บๆคันๆในช่วงแรก แล้วเริ่มชา
ต่อมาจึงเจ็บปวดทรมานจนทุรนทุราย

วันนี้อาจเหมือนทุกวัน
รองเท้าคู่เก่า ที่เขาใช้ย่ำหางานตลอดจันทร์ถึงเสาร์ และจันทร์ถึงเสาร์
วันแล้ววันเล่า ขมุกขะมอมรอการปัดเป่ารักษา พาเขามายืนรอรถเมล์หลังจาก
ที่การสมัครงานประจำวันเสร็จสิ้นลง
“รับไว้พิจารณา
แล้วจะติดต่อกลับไป
ยังไม่มีนโยบาย
เห็นใจจริงๆ คุณมีประสบการณ์และความสามารถ แต่บริษัทฯเรายังไม่อาจ
รับคนเพิ่มได้เพราะเราก็กำลังแย่เหมือนกัน
ฯลฯ” ความหมายของถ้อยคำเหล่านี้เหมือนกันหมด คือ วัฒน์ไม่ได้งาน

นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าว ทะเยอทะยาน บัดนี้อ่อนประกายลง บางครั้งเหม่อลอย
บุหรี่มวนที่สองไหม้ถึงก้นและถูกดับไป มวนใหม่ถูกจุดขึ้นมา รถคันที่ต้อง
ขึ้นก็ถูกปล่อยให้ผ่านไปอีก

ท่ามกลางผู้คนที่ค่อนข้างพลุกพล่านในเวลานั้น
ไม่มีใครสนใจใคร แต่ละคนคือคนแปลกหน้าของกันและกัน วัฒน์เหมือน
ยืนอยู่คนเดียว มีปฏิสัมพันธ์กับเพียงก้นบุหรี่เท่านั้น

เขามองผ่านผู้คน ไปยังถนนที่รถยนต์วิ่งขวักไขว่
และเริ่มคิดถึงภรรยาอีกครั้ง คิดถึงคืนวันที่ความรักค่อยๆงอกงาม
ทุกอย่างรอบตัวเหมือนเจือด้วยสีชมพูของดอกกุหลาบ ความฝันถึง
ชีวิตที่มั่นคงและเป็นสุข ดุจความจริงที่จับต้องสัมผัสได้ ไม่มีสิ่งเลวร้ายใด
ทำให้เขาหวาดกลัวหรือยำเกรง

แต่วันนี้ที่ความจริงอันโหดร้ายปรากฏ
พายุเกรี้ยวกราด ส่งคลื่นโถมซัดกดหัวลงไปใต้น้ำที่แปรปรวน
เมื่อพยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายขึ้นมาหายใจ คลื่นลูกใหม่ก็เข้ามาทักทาย
อย่างไร้ไมตรี ลูกแล้ว…ลูกเล่า
กำลังกายหลุดร่าง กำลังใจเหลือน้อยลงทุกที

ความคิดที่จะหยุดชีวิตลง เหมืนเงาดำรวมตัวเข้มข้นขึ้นอีกครั้ง
ในสมองเริ่มสับสนถึงผลของการตัดสินใจที่จะใช้วิธีนี้เป็นทางออก
หลายคนคงสมน้ำหน้า และเห็นด้วยที่คนอ่อนแอไม่เหมาะจะมีชีวิต
อยู่บนโลกนี้ หลายคนแม้เวทนาแต่ไม่อาจเข้าใจ
ที่ร้ายกว่าก็คือถูกมองว่าเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างยากที่จะอภัยได้
ภรรยาที่เขารักจะรู้สึกอย่างไร จะโศกเศร้าไปนานแค่ไหน เธอจะลำบาก
ยากแค้นไปกว่านี้ หรือชีวิตเธอจะดีขึ้นเมื่อไม่มีเขาเป็นภาระ

วัฒน์ จินตนาการถึงภาพตัวเขาเอง ที่วิ่งฝ่ากระแสรถราในถนนเบื้องหน้า
ความเร็วรถขนาดนั้นสามารถขโมยลมหายใจของเขาได้ไม่ยากเย็น
ตอนนี้ พระอาทิตย์คล้อยต่ำลง กำลังจะลับเหลี่ยมตึกสูงของเมือง
อีกไม่นานความสับวุ่นวายจะค่อยๆผ่อนคลายลง และอีกวันหนึ่งก็
จะผ่านพ้นไป … เสียงกรีดร้องเอะอะดังขึ้นไล่หลังเสียงแตรที่แผดคำราม
และเสียงยางล้อรถที่เสียดถูพื้นถนน ร่างชายคนหนึ่งกระเด็นไป แล้วนอนนิ่ง
จมกองเลือด สร้างภาพอุจาดที่จับใจ ผู้คนล้อมวงเข้ามา ร่วมกันชื่นชมกับ
ปริศนาแห่งความตายตรงหน้า…

“ขอยืมไฟแช๊คหน่อยได้ไหม พ่อหนุ่ม” เสียงสากๆของชายชราผู้หนึ่งปลุก
วัฒน์ให้ตื่นจากฝันอันเพริศแพร้วนั่น
วัฒน์ค่อยๆบ่ายหน้ามามองหาต้นกำเนิดเสียง สายตาเขา ปะทะกับภาพใบหน้า
อันเหี่ยวย่นประดับประดาด้วยกระและรอยยิ้มเปี่ยมไมตรี
ชายแก่ร่างกายผอมเกร็งแต่ยังดูแข็งแรง ซ่อนตัวอยู่ในเสื้อผ้าเก่าๆแต่เรียบร้อย
สะอาดสอ้าน รับไฟแช็คไปจุดบุหรี่ ส่งคืนพร้อมคำขอบใจแล้วจากไปตาม
เส้นทางชีวิตของตัว

รถเมล์ที่ต้องขึ้นกำลังมาถึงอีกคันหนึ่งแล้ว วัฒน์ชำเลืองมองไปที่กลางถนน
และรถเมล์คันนั้น สับไปสับมา…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *