Thursday, October 22, 2020

วิพากษ์ "คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน-เติมเงินคนจน" เอกชนมองช่วย "ประคองเศรษฐกิจ"

 ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่คาดหมายกันว่าจะทำให้ “เศรษฐกิจทั่วโลก” ซบเซายาวนานกว่า 2 ปี รวมทั้ง “วิกฤติการเมือง” ที่กำลังร้อนแรงขึ้นท่ามกลางสายฝนในช่วงหลายวันที่ผ่านมาทำให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่แสดงความกังวลต่อ “โอกาสในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” มากขึ้น


หน่วยงานวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจต่างออกมากระตุ้นให้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในฐานะ “แหล่งเงินสุดท้าย” เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลา “เปราะบาง” ของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ไปถึงไตรมาสที่ 3 ปีหน้า


ทุกๆไตรมาสรัฐบาลควรจะพยายามเข็น “มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายการลงทุน” ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาสที่ 4 นี้ หลักๆ ในเบื้องต้นมีออกมาแล้ว 3 โครงการ คือโครงการคนละครึ่ง เติมเงินบัตรคนจน และโครงการล่าสุดคือ ช้อปดีมีคืน โดยพยายามตอบโจทย์กระจายความช่วยเหลือให้กับผู้ได้รับผลกระทบและสร้างบรรยากาศจูงใจให้คนที่ยังมีรายได้ และมีกำลังซื้อใช้จ่ายมากขึ้น


โครงการ “คนละครึ่ง ”หรือ Co-pay รัฐช่วยจ่าย จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยค่าใช้จ่ายของคนชั้นกลางและคนที่มีรายได้น้อย ขณะที่ โครงการ “ช้อปดีมีคืน” สนับสนุนให้ประชาชนไปใช้จ่ายซื้อข้าวของตามความชอบใจ และให้นำค่าสินค้าที่ซื้อกับร้านค้าร่วมโครงการมาใช้สิทธิ “ลดหย่อนภาษี” ได้สูงสุด 30,000 บาทต่อราย ซึ่งจะช่วยจูงใจคนชั้นกลางและคนที่มีรายได้สูงให้ใช้จ่ายในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปี


ส่วนการเติมเงินในบัตรคนจน หรือ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน 500 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.63 ทำให้ผู้ถือบัตรคนจนมีรายได้อยู่ที่ 700-800 บาทต่อเดือน


ในทางทฤษฎี ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และช่วยลดช่วงติดลบของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศในปีนี้ และปีหน้าลงได้ แต่ในทางปฏิบัติจะออกมาเป็นอย่างไร ผู้ประกอบการเห็นประโยชน์ของทั้ง 3 มาตรการนี้แค่ไหน เรายังจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หรือข้อเสนอแนะอย่างไร


“ทีมเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมความคิดเห็นเด็ดๆ มาให้อ่านกัน...



ไพบูลย์ นลินทรางกูร

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย


“ผมเห็นด้วยกับมาตรการที่รัฐออกมา ทั้งมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการคนละครึ่ง และมาตรการช้อปดีมีคืน เพราะจะมีส่วนช่วยได้มากในการเร่งให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”


ในภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รัฐต้องทำหน้าที่เสมือนเป็นนายทุนช่วยควักเงินบางส่วนจากกระเป๋าสตางค์ออกมากระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่าย มาตรการเหล่านี้ น่าจะช่วยให้การบริโภคขยายตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้


มาตรการที่น่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินใช้จ่ายใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐตั้งเป้าไว้มากที่สุด คือ มาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะเสมือนเป็นเงินฟรี ที่แจกให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้น้อย 14 ล้านคน นำไปใช้จ่าย ซึ่งงบประมาณที่รัฐตั้งไว้ที่ 21,000 ล้านบาท น่าจะถูกใช้จนหมด


ขณะที่มาตรการที่สัมฤทธิ์ผลรองลงมาคือ คนละครึ่ง เพราะมีลักษณะกึ่งแจกเงินเหมือนกัน แต่แจกเงินในรูปแบบที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่ง ตั้งเป้าหมายให้สิทธิ์ผู้ลงทะเบียน 10 ล้านคน รวมเป็นเงินที่รัฐช่วยออกให้ฟรีสูงสุดคนละ 3,000 บาท น่าจะนำไปสู่การใช้จ่ายทั้งหมด 60,000 ล้านบาท


สำหรับช้อปดีมีคืน เงินน่าจะสะพัดพอสมควร แต่ไม่น่าถึง 111,000 ล้านบาท (จากคาดการณ์จะมีผู้เสียภาษีใช้สิทธิ์ 3.7 ล้านคน ใช้จ่ายคนละ 30,000 บาท) ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะกลุ่มคนที่เสียภาษี 5-10% ราว 2.5 ล้านคน น่าจะเลือกเข้าโครงการคนละครึ่งมากกว่า เพราะสะดวก และคุ้มค่ากว่า ส่วนผู้เสียภาษีที่เหลืออีก 1.2 ล้านคน ที่เสียภาษีตั้งแต่ 15% ขึ้นไป น่าจะใช้สิทธิ์ช้อปดีมีคืนเต็มที่ ซึ่งจะก่อให้เกิดเม็ดเงินใช้จ่ายราว 36,000 ล้านบาท


“มาตรการเหล่านี้จะนำไปสู่การใช้จ่ายประมาณ 117,000 ล้านบาท ช่วยให้เศรษฐกิจคึกคักขึ้น แต่น้อยกว่าเป้าหมายที่รัฐหวังไว้ว่าจะเกิดเงินสะพัด 200,000 ล้านบาท เพราะมาตรการทั้งหมดจะสิ้นสุดปลายปีนี้ และเพื่อไม่ให้การบริโภคทรุดตัวในปีหน้า รัฐควรนำมาตรการเหล่านี้มาใช้อีกช่วงต้นปีหน้า ส่วนการเปิดประเทศด้วยกติกาที่ผ่อนคลาย จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นเร็วขึ้นโดยไม่ต้องใช้เงินรัฐบาลเป็นตัวกระตุ้น”



เกรียงไกร เธียรนุกูล

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาต่อเนื่อง เป็นวิธีการที่ถูกต้องแล้ว เพราะรัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกก็ใช้วิธีการเดียวกับไทย แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือ ของรัฐบาลประเทศใดที่จะใช้เงินได้เร็วและแรง เพื่อให้เข้าสู่เป้าหมายได้มากกว่า”


สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดล่าสุด มีเป้าหมายกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น หรือ 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ โดยเน้นดึงคนมีเงินฝากประจำ มีรายได้ประจำ และมีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อเดือน มีกำลังซื้อแต่ไม่มีอารมณ์ใช้จ่าย เพราะไม่มั่นใจสถานการณ์แวดล้อมต่างๆให้เป็นแม่ทัพช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปลายปีนี้


มาตรการชุดนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง มากน้อยเพียงใดยังคาดไม่ได้ ประชาชนอาจไม่ตอบรับเหมือนโครงการเราเที่ยวด้วยกัน จึงขอรอดูมาตรการชุดใหญ่ ของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ที่จะออกมาในปี 64


แต่สำคัญคือ 1.ต้องเป็นมาตรการกระตุ้นที่ตรงเป้า ตรงจุดครอบคลุมทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ 2.กระตุ้นให้เอกชนมีความมั่นใจและอยากลงทุน 3.ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค เพื่อลดค่าครองชีพประจำวัน 4.ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้มีสภาพคล่องมากกว่านี้ เพราะแม้มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน 500,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดปล่อยได้เพียง 100,000 ล้านบาท และ 5.กระตุ้นให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน


ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องช่วยตัวเองมากที่สุด อย่ารอเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายคือ การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะในวิกฤติโควิด–19 นักท่องเที่ยวทั่วโลกคงไม่มีอารมณ์ท่องเที่ยว เพราะการเดินทางยังมีข้อจำกัด และวิตกกังวลกับการระบาดรอบ 2



ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์

รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย


ขณะนี้ ขอแบ่งกลุ่มผู้บริโภคไทยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มรอช็อป กลุ่มช็อปแล้วรอ และกลุ่มไม่ช็อป โดยในกลุ่มไม่ช็อป ถ้ารัฐบาลช่วยเหลือด้วยการเติมเงินเพิ่มให้เพื่อไปจับจ่ายใช้สอย จะรีบออกมาช็อปปิ้งทันที ซึ่งมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนเพิ่มให้อีกคนละ 500 บาท จะกระตุ้นให้ออกมาใช้จ่ายได้ดีที่สุด


ส่วนกลุ่มช็อปแล้วรอ จะซื้อของเล็กๆ น้อยๆ แล้วรอให้รัฐบาลออกมาตรการอื่นๆ มากระตุ้นการซื้อของเรื่อยๆ ซึ่งมาตรการคนละครึ่ง จะตอบโจทย์คนกลุ่มนี้มากที่สุด ขณะที่กลุ่มรอช็อป ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคที่เคยได้รับสิทธิ์จากมาตรการช็อป ช่วย ชาติ มาแล้ว ซึ่งมาตรการ ช้อปดีมีคืน จะตอบโจทย์กลุ่มคนนี้ได้อย่างดี


อย่างไรก็ตาม มองว่าทั้ง 3 มาตรการยังกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่เต็มสูบ เพราะในกลุ่มรอช็อปยังมีคนที่รอช็อปสินค้าแบรนด์เนมอยู่ โดยคนกลุ่มนี้ มีประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งจะรอไปซื้อสินค้าแบรนด์เนมที่ต่างประเทศ มีการใช้จ่ายคนละประมาณ 25,000 บาท จึงได้เสนอให้รัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนจัดทำแคมเปญลดราคาสินค้าแบรนด์เนม 50% เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้


“ถ้ารวม 3 มาตรการ คาดว่า จะมีมูลค่าการใช้จ่ายประมาณ 150,000 ล้านบาท แต่ถ้ารัฐบาลออกมาตรการให้ลดราคาสินค้าแบรนด์เนม 50% ทำให้กลุ่มรอช็อปสินค้าแบรนด์เนมออกมาใช้จ่ายได้สัก 1 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงิน 25,000 ล้านบาท เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้ว จะมีเงินใช้จ่ายประมาณ 175,000 ล้านบาท มีส่วนช่วยให้จีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) เพิ่มขึ้นอีก 0.3-0.5% แต่ต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองไม่ยืดเยื้อ และรุนแรง ไม่เช่นนั้นจะทำให้คนไม่อยากออกมาใช้จ่าย แต่หวังอยากให้เหตุการณ์สงบโดยเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้”


อยากเสนอรัฐบาลให้เร่งรัดการปล่อยกู้ซอฟต์โลน เสริมสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี โดยอาจจะให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่เป็นคนรับซอฟต์โลนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วมาปล่อยต่อให้เอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้า ซึ่งจะไม่มีหนี้เสียแน่นอน เพราะผู้ค้าปลีกทราบดีว่าคู่ค้าแต่ละรายเป็นอย่างไร



ธนวรรธน์ พลวิชัย

อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


มาตรการเติมเงินในบัตรคนจนอีกคนละ 500 บาท/เดือน รวม 14 ล้านคน รวม 21,000 ล้านบาท เป็นการเยียวยาผู้ที่มีสายป่านสั้นที่สุด และได้รับผลกระทบอย่างมากจากโควิด-19 คาดว่า จะทำให้มีเงินเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจได้ 2-3 รอบ หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท ภายใต้สถานการณ์การเมืองไม่รุนแรง และลากยาว แต่ถ้าการเมืองรุนแรง และยืดเยื้ออาจหมุนได้ 1-2 รอบ หรือมีเงินเติมในระบบเศรษฐกิจกว่า 21,000 ล้านบาท


ส่วนมาตรการคนละครึ่ง บรรเทาค่าครองชีพให้คนละ 300 บาท/วัน โดยรัฐจะจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง หรือไม่เกิน 150 บาท/วัน รวม 10 ล้านคน วงเงิน 30,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มอำนาจซื้อให้ประชาชนน่าจะทำให้เงินหมุนในระบบได้ 2-3 รอบ หรือมากกว่า 60,000 ล้านบาท ขณะที่ช้อปดีมีคืนนั้น ถ้ามีผู้เสียภาษี 1 ล้านคน ใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าเต็ม 30,000 บาท และหากเงินจำนวนนี้หมุนในระบบได้ 2-3 รอบ จะมีเงินหมุนในระบบราว 60,000-90,000 ล้านบาท


“เม็ดเงินจาก 3 มาตรการที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไตรมาส 4 รวมๆ กันแล้วราว 200,000-300,000 ล้านบาท จะกระตุกให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย จากเดิมที่คาดติดลบ 8% ถึงลบ 7% ก็อาจลบ 5% ถึงลบ 4% แต่ยังไม่เพียงพอกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาสะสมมานาน


ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาท่องเที่ยว โดยถ้าทำให้นักท่องเที่ยวอยู่ไทยได้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จะมีเม็ดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจได้จำนวนหนึ่ง เมื่อรวมกับเงินที่จะใช้จ่ายการเลือกตั้งท้องถิ่นในช่วงปลายเดือน ธ.ค.นี้ ที่คาดไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท และเงินงบประมาณปี 64 น่าจะทำให้มีเงินพอประคับประคองเศรษฐกิจไปได้


“ที่สำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องดูแลเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นตกลง ไม่เช่นนั้นมาตรการรัฐที่ยิงกระสุนออกไปจะฝ่อ และใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล”



อมรเทพ จาวะลา

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)


การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลางรอบนี้ ต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากกำลังซื้อในประเทศ แต่คนมีรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวลดลง ชั่วโมงการทำงานลดลง คนมีอาชีพอิสระ คนค้าขาย กำลังเผชิญปัญหาที่รายได้หดหาย รัฐบาลจึงต้องหาวิธีทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ ออกมาใช้จ่าย


นั่นคือมนุษย์เงินเดือนที่ยังได้รับเงินเดือนตามเวลาและมีงานทำ แต่ไม่กล้าใช้จ่าย เพราะกลัวความไม่แน่นอนในอาชีพ จึงรัดเข็มขัด จนทำให้การใช้จ่าย หรือเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจลดลง เศรษฐกิจไทยยิ่งเสี่ยงซึมยาว


ทางออกระยะสั้น คือสร้างแรงจูงใจให้กล้าใช้เงินซื้อสินค้า ซึ่งช้อปดีมีคืน ดูเหมือนเป็นมาตรการเชิงรุกจูงใจให้คนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว มีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้เศรษฐกิจประคองตัวได้


“แต่ช้อปดีมีคืนอาจทำได้เพียงซื้อเวลา เพราะผู้ประกอบการคงไม่ขยายกำลังการผลิต หรือสต๊อกสินค้ายาว เพราะเมื่อหมดโครงการแล้ว ยอดขายจะลดลงมาอยู่ที่เดิม หรืออาจต่ำกว่าเดิม ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น เพราะผู้บริโภคได้ยืมการบริโภคในอนาคตมาใช้ไปแล้ว ก็หวังว่าเราจะซื้อเวลาได้ เพื่อรอการส่งออกและการท่องเที่ยวกลับมาปีหน้า”


อย่างไรก็ตาม มนุษย์เงินเดือน 4 ล้านคนนี้ อาจไม่ใช้เงิน 30,000 บาททั้งหมด เพราะคนที่ฐานภาษีต่ำ เช่น 5-10% อาจระวังการใช้จ่าย ต้องหวังคนบนยอดฐานภาษี ซึ่งมีจำนวนน้อยแทน ส่วนผู้ที่ฐานเงินเดือนต่ำ หรือไม่มีรายได้ประจำ อาจเลือกมาตรการคนละครึ่ง ช่วยประคองค่าครองชีพในหมวดสินค้าไม่คงทน เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ได้


“การกระตุ้นการบริโภคควรทำอย่างระมัดระวัง ไม่เอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่เกินไป เพราะรายกลางและเล็กอาจไม่ได้เข้าร่วมในระบบฐานภาษี ซึ่งรัฐน่าจะสร้างแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบ เพื่อรับสิทธิ์จากช้อปดีมีคืน แต่ผมมองว่ารัฐน่าจะลดภาษีบุคคลธรรมดา หรือเพิ่มค่าลดหย่อนให้เลือกใช้จ่ายตามต้องการจะตรงจุดกว่า เพราะผมเชื่อว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ควรซับซ้อนยุ่งยาก คนจะเชื่อมั่นและได้ใช้จ่ายตามใจตัวเอง”.


ทีมเศรษฐกิจ https://www.thairath.co.th/news/business/1955646


No comments: