Friday, October 23, 2020

ม็อบดิจิทัล

 การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม “คณะราษฎร 2563” โดยชู 3 ข้อเรียกร้อง คือ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ นับเป็นปรากฎการณ์ที่ท้าทาย รัฐบาลที่มี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างที่สุด !


เพราะนี่คือการชุมนุมของกลุ่มมวลชนขนาดใหญ่ครั้งแรกในรอบ 6 ปีภายหลังจากที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ จากปี 2557 จนถึงปัจจุบัน


แน่นอนว่าการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร และแนวร่วมที่ดำเนินกันมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่มาโหมรุนแรงมากขึ้นเมื่อล่วงเข้าสู่ต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา การชุมนุมที่มีแกนนำเป็นเยาวชน คนรุ่นใหม่ ได้ถูกจับตามองจากทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเป้าหมายที่ประกาศถึงขั้นปฏิรูปสถาบัน ไปจนถึงปรับโหมดรูปแบบการชุมนุม


เรียกว่าพลิกโฉมหน้าไปจากทุกการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองอย่างสิ้นเชิง


เมื่อแกนนำและผู้ชุมนุมใช้วิธีการติดต่อสื่อสาร นัดหมาย ทั้งวันเวลา สถานที่ผ่านช่องทางทวิตเตอร์ เฟชบุค และล่าสุดได้ใช้เทเลแกรม (Telegram) แอพพลิเคชั่นแชต เป็นช่องทางใหม่ หลังจากที่ฝ่ายรัฐ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะปิดเพจ “เยาวชนปลดแอก-FreeYOUTH” และ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม”


การนัดหมายเพื่อทำกิจกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุม กลายเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ เพียงแค่ใครมีมือถือ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่ห้า สำหรับทุกคนไปแล้ว และมีอุดมการณ์แนวคิดเดียวกันก็สามารถเดินทางมาร่วมทำกิจกรรมชุมนุมขับไล่รัฐบาลกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการแจ้งนัดกันล่วงหน้า


และดูเหมือนว่าพัฒนาการของม็อบคณะราษฎร ที่มีแนวร่วมจากพี่น้องประชาชนทั่วไป สามารถเชื่อมต่อกับ “แกนนำ” ที่สั่งการผ่านโลกโซเชียล โดยไม่ต้องมาปรากฎตัวในที่ชุมนุม แต่สามารถ “สะกด” และสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเหลือเชื่อ !


ม็อบคณะราษฎรที่แม้เวลานี้ จะปรากฎว่าแกนนำที่เป็นเยาวชน ล้วนแล้วแต่ถูกจับกุม ไม่ว่าจะเป็น รุ้ง ปนัสยา , เพนกวิน , ไมค์ ระยอง รวมทั้งอีกหลายสิบคน แต่ดูจะไม่เป็นปัญหาที่จะทำให้เกิด “ม็อบเบิ้มๆ”


ยิ่งการชุมนุมเคลื่อนไหวเมื่อคืนวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าเข้าสู่จุดที่ร้อนระอุอย่างหนัก เมื่อผู้ชุมนุมนัดหมายมารวมตัวกันตามสถานีรถไฟฟ้า ก่อนมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ จากนั้นมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาล ฝ่าด่านสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ละจุดไปได้อย่างดุเดือด


ทางหนึ่งคือการสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของม็อบคณะราษฎร นอกจากจะถอดแบบมาจาก “ฮ่องกงโมเดล” ที่ผลักเยาวชนขึ้นมาเป็นแกนนำต่อต้านรัฐบาลแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่านี่คือการชุมนุมของคนยุคใหม่ ผ่านโซเชี่ยล


ไร้แกนนำที่ไปยืนปรากฎตัวอยู่กลางม็อบ แล้วสั่งการให้มวลชนบุกฝ่าเจ้าหน้าที่มุ่งไปข้างหน้า


ไร้แผนการเคลื่อนไหวที่ “ตายตัว” ทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์


เครือข่ายที่สนับสนุนคณะราษฎร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนักวิชาการตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯไปจนถึงต่างจังหวัด สามารถ “รับลูก” จัดชุมนุมตามสถานที่ต่างๆได้โดยที่ เจ้าหน้าที่รัฐเองยังตั้งรับไม่ทัน


ความขัดแย้งทางการเมือง หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา ระหว่างรัฐบาล กับประชาชน จนเกิดเป็นม็อบสีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


การปะทะกันระหว่าง “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือม็อบพันธมิตร ฯกลุ่มเสื้อเหลือง กับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนมาถึงช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เผชิญหน้ากับม็อบกปปส. ซึ่งเรียกได้ว่าม็อบกปปส. ยืนระยะปักหลักได้ยืดเยื้อ ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผบ.ทบ. จะตัดสินใจยึดอำนาจ ในปี 2557


ทุกม็อบเสื้อสี ในอดีตล้วนแล้วแต่ต้องมี “แกนนำ” ที่โดดเด่นมีบุคลิกพิเศษ สามารถกุมหัวใจของผู้ชุมนุมชนิดที่ต้องบอกว่า สามารถจับต้องได้ รู้ว่าใครเป็นใคร


แต่เมื่อวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ที่แม้จะเป็นผู้นำที่เคยผ่านทุกช่วงสถานการณ์การชุมนุมของม็อบเสื้อสีในอดีตมาตั้งแต่ยังเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 จนมานั่ง ผบ.ทบ. ก่อนตัดสินใจทำการยึดอำนาจ ตลอดจน “ฝ่ายความมั่นคง” ของรัฐเอง กำลังเผชิญหน้ากับม็อบดิจิทอล ขณะที่ฝ่ายรัฐเอง ยังเดินตามหลังไม่ต่างไปยุคอนาลอค


ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านสกัด ส่งกำลังเข้าประจำจุด ตามที่มีการนัดหมาย จึงต้อง โดนหลอก อยู่ร่ำไป เพราะผู้ชุมนุมสามารถนัดหมายกันใหม่ภายในเวลาเพียงวินาที จากอีกสถานที่หนึ่งไปยังแห่งใหม่ เพื่อหลอกล่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังกันเก้อ “โดนแกง” กันเป็นแถว !


อย่างไรก็ดี ปฏิบัติการม็อบคณะราษฎร 2563 ที่ลอกแบบมาจากม็อบฮ่องกง นำโดย โจ ชัวร์ หว่อง เยาวชนชาวฮ่องกงที่นำหน้าประท้วงรัฐบาลจีนบนเกาะฮ่องกง ครั้งนี้ยังไม่เพียงแต่ใช้รูปแบบเดียวกัน ทั้งแกนนำเยาวชนชูภาพของคนรุ่นใหม่ เรียกร้องอนาคตใหม่ ในโลกยุคใหม่ เท่านั้น


แต่การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังท้าทาย รัฐบาลที่ถูกมองว่าเป็นคนรุ่นเก่า ยังหวังที่จะสร้างน้ำหนักดึง “โลกล้อมไทย” ไปพร้อมๆกัน และอาจจะมากกว่าการชุมนุมในครั้งก่อนๆที่ผ่านมา


หมายความว่าแท้จริงแล้ว รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ย่อมไม่ได้เผชิญหน้ากับการท้าทาย จากคนรุ่นใหม่เท่านั้น หากแต่รัฐบาลไทยยังต้อง “รับมือ”กับท่าทีจากเวทีโลกในคราวเดียวกันว่า จะสามารถบริหารจัดการปัญหาครั้งนี้ให้ยุติลงได้อย่างไร


การออกแถลงการณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อคืนวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่มวลคลื่นผู้ชุมนุมจะเดินเท้าจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปประชิดหน้าทำเนียบรัฐบาล มีบางถ้อยบางตอนที่น่าสนใจ ทั้งการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้สติ ปัญญาเข้าแก้ไขปัญหา การระบุว่าอาจจะมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากสถานการณ์ไม่มีอะไรรุนแรง รวมทั้งพล.อ.ประยุทธ์ ยังส่งสัญญาณ ไปถึง “พลังมืด” ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุม อย่างตรงไปตรงมา


“ หน้าที่ของผมในฐานะผู้นำประเทศ ผมต้องทำให้แน่ใจว่าบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของแต่ละคน ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า และผมต้องปกป้องประเทศจากพลังมืดที่ไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็ตาม ไม่ให้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยของเรา ”


บทสรุปสุดท้าย ระหว่างม็อบคณะราษฎร ที่เดินตามฮ่องกงโมเดล กับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่มีใครบอกได้ว่าที่สุดแล้วจะจบลงซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยในครั้งที่ผ่านๆมาหรือไม่ โดยเฉพาะบทสรุปที่จบลงด้วยการสูญเสียเลือดเนื้อของทุกฝ่าย


การติดต่อสื่อสารจาก “แกนนำ” ที่แม้จะไม่ปรากฎตัว ต่อหน้าฝูงชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นศัตรูที่รัฐบาลมองไม่เห็น


เพียงแต่สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ เป็นเสมือน “ตัวประกัน” คือการเชื่อมต่อกับโลกของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ผ่านโชเชียลทุกแพลตฟอร์ม ทั้งจากผู้นำความคิด ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลคิดและตัดสินใจ ล่าช้าเดินทันไม่เกมมาตั้งแต่ต้น เมื่อมาวันนี้เมื่อสถานการณ์สุกงอม ม็อบได้พัฒนายกระดับทั้งรูปแบบและเป้าหมายที่สูงไปกว่าการขับไล่รัฐบาล การรับมือจึงยากลำบาก สุ่มเสี่ยงและอันตรายอย่างที่เห็น !


https://siamrath.co.th/n/191857


No comments: